วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สัปดาห์ที่ 2 แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต และ แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคล



  •           แหล่งการเรียนรู้ 31 แห่ง จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกับแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้   ล้วนเป็นแหล่งการเรียนรู้ ประเภท สถานที่ ดังต่อไปนี้

ภาคเหนือ
- ห้องสมุดประชาชน  
จังหวัดเชียงใหม่
- พิพิธภัณฑ์บ้านจ่าทวี  
จังหวัดพิษณุโลก
- สวนสัตว์เชียงใหม่  
จังหวัดเชียงใหม่
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดเชียงใหม่
- ศูนย์การ
จังหวัดแพร่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- ห้องสมุดประชาชน  
จังหวัดมุกดาหาร
- พระธาตุเรืองรอง
จังหวัดศรีสะเกษ
- ห้องสมุดประชาชน
จังหวัดอุบลราชธานี
- สำนักวิทยบริการ  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  
จังหวัดขอนแก่น
- สำนักวิทยบริการ  มหาวิทยาลัยมหาสารคราม  
จังหวัดมหาสารคราม
- สวนสัตว์นครราชสีมา  
จังหวัดนครราชสีมา
ภาคกลางและภาคตะวันออก
- ห้องสมุดประชาชน  
จังหวัดฉะเชิงเทรา  
- ห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" อำเภอเมืองราชบุรี
จังหวัดราชบุรี
- พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย
จังหวัดนครปฐม
- องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)
จังหวัดปทุมธานี
- เมืองโบราณ  
จังหวัดสมุทรปราการ
- สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา  
จังหวัดชลบุรี
- พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หอศิลป  
กรุงเทพมหานคร
- หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ  
กรุงเทพมหานคร
- หอศิลปวิทยนิทรรศ์  
กรุงเทพมหานคร
- สวนสัตว์ดุสิต  
กรุงเทพมหานคร
- สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
จังหวัดชลบุรี
- ศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  
กรุงเทพมหานคร
- หอสมุด  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์  
จังหวัดนครนายก
- ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมากจากพระราชดำริ
จังหวัดชลบุรี
ภาคใต้
- ห้องสมุดประชาชน
จังหวัดนครศรีธรรมราช
- ห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี"
จังหวัดภูเก็ต
- สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ต สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยาการทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน
จังหวัดภูเก็ต
- สวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย)  
จังหวัดตรัง
- สวนสัตว์สงขลา  
จังหวัดสงขลา







พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย  จังหวัดนครปฐม 
...............หนึ่งในแหล่งการเรียนรู้ต้นแบบที่มีคุณค่า



องค์ความรู้ของแหล่งการเรียนรู้>>>    
       พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย เป็นสถานที่สร้าง และจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาสที่มีความคงทน ประณีต งดงาม เหมือนคนจริงที่สุด เพื่อเป็นการ อนุรักษ์ ส่งเสริม เผยแพร่ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีไทย และยังอันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของเยาวชน

กลุ่มเป้าหมายหลัก>>>
       บุคคลทุกเพศทุกวัย

วิธีการจัดกระบวนการเรียนรุ้สำหรับกลุ่มเป้าหมาย>>>
       ศึกษาหาความรู้จากการชมหุ่นขี้ผึ้งที่แสดงอยู่ใน เรื่องราวต่าง ๆ

รูปแบบ วิธีการการนำเสนอ>>>
       ภายในอาคารแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ชั้นล่าง จัดเป็นห้องแสดงถาวรจำนวน7 ห้องประกอบด้วยหุ่นชุดต่างๆ ได้แก่ ชุดพระอริยสงฆ์ ชุดพระบรมรูปอดีตพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีและชุดมุมหนึ่งของชีวิตเป็นการ แสดงชุดหมากรุกไทย ชุดครอบครัวไทย ชุดเลิกทาส เป็นต้น ชั้นบน จัดเป็นห้องแสดงนิทรรศการชั่วคราวชุดต่างๆหมุนเวียนตามความเหมาะสม เช่น ชุดครูเพลงไทย ชุดบุคคลสำคัญของโลก ชุดวรรณคดีไทย พระอภัยมณีของสุนทรภู่ ชุดการละเล่นของเด็กไทย ชุดประวัติศาสตร์ไทย พิพิธภัณฑ์ฯ เปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุด
มีวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์กับกลุ่มเป้าหมาย>>>
        กลุ่มเป้าหมายคือ บุคคลทุกเพศทุกวัย รวมถึงเด็กเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ การจัดนิทรรศการจึงเป็นวิธีที่เข้าถึงได้กับทุกคน เพราะสามารถชมและอ่านข้อมูล ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้

สามารถเชื่อมโยงกับการศึกษา ในระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ได้>>>
         เพราะ หุ่นขี้ฝึ้งเป็น รูปปั้นของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น พระราชวงศ์จักรี เป็นต้น และในเรื่องราวต่าง ๆ เช่น การละเล่นไทย เลิกทาส เป็นต้น ที่มีการเรียนการสอนอยู่ในการศึกษาในระบบ และยังเชื่อมโยงกับการศึกษาตามอัธยาศัย โดยการเปิดให้เยี่ยมชมได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่เด็กถึงวัยชรา


   




  •   แหล่งการเรียนรู้ประเภทบุคคล
           ตัวอย่างบุคคล 2 ท่านที่ได้รับการยอมรับ ว่ามีความรู้และมีแนวทางในการดำเนินชีวิตจนนำไปสู่ความสำเร็จ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้กับตัวคุณได้เช่นกัน :)


"เอกชัย เจียรกุล" 
สุดยอดนักกีตาร์คลาสสิคของเมืองไทย


องค์ความรู้ที่ได้>>>
“เสน่ห์ของกีตาร์คลาสสิคสำหรับผม กีตาร์คลาสสิคเป็นเครื่องสายที่เวลาแสดง เราสามารถเล่นให้มันเป็นวงออเครสตร้าขนาดเล็กได้ ทำให้เกิดท่วงทำนอง เสียงประสานด้วยกีตาร์คลาสสิคตัวเดียว คือเราสามารถแสดงคอนเสิร์ตแบบ One man show ได้เลย”

“ตอนเด็กที่เริ่มเล่นดนตรี สำหรับผมคือ การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ช่วยสร้างสมาธิให้กับตัวเอง ตอนนั้นก็คิดแค่นั้น อาจจะดูเท่ด้วย แต่เมื่อวันที่ผมตัดสินใจจะเป็นนักกีตาร์คลาสสิคอาชีพ เราต้องทุ่มเททุกอย่าง การฝึกซ้อม ทำให้เราเป็นคนที่ต้องมีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย ถึงแม้อาจจะมองว่าเราขึ้นเวทีแสดงหรือเวทีการแข่งขันจริงๆ แค่ไม่กี่นาที แต่แค่ไม่กี่นาทีนั้นมันสำคัญมาก เพราะเราผิดพลาดไม่ได้ ยิ่งถ้าเล่นกับวงเราผิดคนหนึ่งอาจจะส่งผลต่อการเล่นของคนทั้งวงก็ได้”
“นอกจากเรียนแล้ว การเข้าแข่งขันในรายการต่างๆ ก็ถือว่ามีความสำคัญสำหรับดนตรีคลาสสิคครับ เพราะการแข่งขันเป็นการสร้างเครดิตให้กับตัวเอง ตอนนี้ผมก็อยู่ระหว่างการร่วมการแข่งขันที่สาธารณรัฐสโลวัก อันนี้เป็นรายการที่ไม่ได้อยู่ในแพลน แล้วไปต่อที่ออสเตรีย เดือนสิงหาคมก็จะไปแข่งที่ญี่ปุ่น หลังเรียนจบปริญญาโท ผมตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาเอกเลยครับ แล้วก็เข้าแข่งขันในรายการต่างๆ ของกีตาร์คลาสสิค ไปจนอายุ 30 ปี คงจะหยุดแข่ง เพราะคิดว่าตอนนั้นความสามารถของเราคงจะเรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพได้แล้ว ถ้ากลับเมืองไทยก็จะไปสอนที่ วิทยาลัยดุริยางศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วก็อยากจะมีส่วนในการพัฒนาวงการดนตรีคลาสสิคบ้านเราให้ทัดเทียมกับต่างประเทศครับ”
ในฐานะนักดนตรีกีตาร์คลาสสิครุ่นพี่ เบิร์ด มีข้อคิดดีๆ ฝากมาถึงน้องๆ ที่สนใจดนตรีคลาสสิค รวมถึงดนตรีแนวอื่นๆ ว่า

“ดนตรีเป็นภาษาสากล ดนตรีไม่มีพิษมีภัยกับใคร มีแต่ให้ประโยชน์ อย่างผมดนตรีก็ทำให้ผมเป็นคนมีความรับผิดชอบ ให้ประสบการณ์ชีวิต ได้มีโอกาสเดินทางไปทั่วโลก ได้รู้จักผู้คนมากมาย ได้รับการแสดงความชื่นชม และได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย สำหรับน้องๆ ที่สนใจดนตรี ไม่ว่าจะดนตรีแนวไหน ผมอยากจะบอกว่าแค่คุณพูดว่า สนใจ หรือ ชอบ ไม่พอ แต่ต้องศึกษาหาความรู้ในดนตรีนั้นๆ ด้วย แล้วก็มีความรับผิดชอบในการฝึกฝนฝีมือ ต่อให้คุณมีพรสวรรค์มากแค่ไหน แต่ขาดระเบียบวินัยในการฝึกซ้อม คุณก็เป็นนักดนตรีที่ดีและประสบความสำเร็จไม่ได้ครับ”






จุดเด่น>>>
“สำหรับผม  พรสวรรค์มีแค่ 1% เท่านั้น 
ที่เหลืออีก 99% คือความพยายามล้วน ๆ”

        เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น พยายาม  อดทนขยันฝึกซ้อม  ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และความพ่ายแพ้  แต่นำเอามาเป็นแรงผลักดันให้ก้าวหน้าต่อไป   มีเป้าหมายที่ชัดเจน และเดินตามจุดมุ่งหมายนั้นจนประสบความสำเร็จได้ ในทุกวันนี้

รางวัลที่ได้รับ>>> "เอกชัย เจียรกุล นักกีตาร์คลาสสิคไทย รางวัลชนะเลิศกีตาร์คลาสสิคนานาชาติระดับโลก"

ปี 2003 
- 2nd prize of Yamaha Music festival (junior category)
-1st prize of Thailand International guitar competition (junior category)
ปี 2004 
- Silver medal National Youth Music Competition
- 2nd prize of Yamaha Music festival (senior category)
ปี 2005 
- Silver medal of National Youth Music Competition
-1st prize of National Yamaha (senior category)
-1st prize of National Au Music Competition
-The finalist of International Guitar Competition in Singapore
-The finalist of International Guitar Competition in Osaka Japan
-3rd prize of International Guitar Competition in Thailand
ปี 2006 
- Golden medal of National Youth Music Competition
-3rd prize of International Guitar Competition in France (Ile de Re)
-The 8 finalist of International Guitar Competition in Singapore
ปี 2007 
-1st prize of International Guitar Competition in Russia (Youth competition) And Best player in Russian Music
-2nd prize (no 1st prize) of International Guitar Competition in Hermoupolis Greece
-3rd prize of International Guitar Competition in Vissani Greece
-2nd prize of International Guitar Competition in Ohio USA.
ปี 2008 
-3rd prize of International Guitar Competition in Magnitogorsk Russia And Best player in Russian Music
-3rd prize of International Guitar Competition in Moisycos Italy
-1st prize of International Guitar Competition in Berlin
-1st prize of Asia International Guitar Competition
-1st prize of Singapore international Guitar Competition 2008
และอีกหลายรางวัล รวมถึงได้รับเชิญให้แสดงเดียวกีตาร์ร่วมกับวงออเครสตร้าระดับโลกต่าง ๆ













"ไกร ชมน้อย" 
          เกษตรศิลปิน ปราชญ์ชาวบ้านแห่งวังน้ำเขียว



องค์ความรู้ที่ได้>>>
               ลุงไกร ชมน้อย เกษตรศิลปินปราชญ์เดินดิน หากินอย่างพอเพียง แห่งสวนลุงไกร อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
               ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ ลุงไกรจึงมีคำแนะนำให้กับประเทศไทย ที่ต้องการผักปลอดสารพิษกินว่า ควรจะเดินไปทางไหน และปัญหาของการทำเกษตรแบบนี้คืออะไร
ลุงไกร: " ต้องพูดเรื่องของการส่งเสริม ถ้าเราแยกแยะได้ ถามว่าถ้านำเข้ามาแล้วใครได้ เป็นโจทย์ข้อที่ 1 แล้วใครเป็นคนเสีย มีผลได้ ต้องมีผลเสีย บวกหรือลบลองคิดกันดู แต่ถ้าผมมองจากชีวิตการเป็นเกษตรกร เขาวิ่งๆอยู่บอกให้เขาหยุด เขาตายเลยนะครับ ฉะนั้นทำอย่างไรแบบผ่อนปรน ลดละ แต่มันต้องสร้างความต่อเนื่อง ไม่ใช่เฮกันวันนี้ แล้วหายไป 5 ปีมาสร้างกันใหม่ มันก็ไม่ต่อเนื่อง ก็ต้องเริ่มใหม่กันอีก มันก็นับ 1 ใหม่อยู่แบบนั้น ซึ่งผม 21 ปี เหมือนคำว่าลุงไกร ผมก็ต่อยอดตัวผมเอง งานของเจ้าหน้าที่ผมเข้าใจว่าเขาไม่ได้ทอดทิ้ง แต่บุคลากรมันน้อย เรื่องของงบประมาณก็อีกส่วนหนึ่ง
            คำว่าปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ ไร้สารพิษ เห็นมาเยอะแล้ว คืนเดียวไม่ได้สักหัว แต่เรามีวิธีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ผมใช้วิธีการโยนผัก กระจายผักออก เมื่อก่อนปลูกเป็นแนวเพื่อส่งตลาด คืนเดียวหมด ออแกนิคก็หน้าหงิกได้เหมือนกัน แสดงว่าต้องใช้วิธีการใหม่ ผมเป็นคนช่างสังเกต ผมจึงปรับวิธีแบ่งโซนนิ่งอ สมมติว่าอาทิตย์หนึ่งทำผัก 30 แปลง อยู่ตรงโน้น 6 แปลง ตรงนั้น 3 แปลง กินของผมได้ไม่หมด แต่ถ้า 30 แปลงหมด มันแพร่เร็วมาก แต่ถ้าเราโยนผักออก เพราะผมเข้าใจว่าแมลงเกิดตามฤดูกาลตรงนี้ข้อหนึ่ง อย่างน้อยแมลงก็มีขุนพลเหมือนเข้าตี ถ้าเราเข้าใจก็สูญเสียไม่มาก ดังนั้นผมจะจัดโซนนิ่ง การวางผักต้องสร้างความแตกต่าง ถ้าคนบอกว่ายังเลือกกิน แมลงก็เลือกกินเหมือนกัน ฉะนั้นความหลากหลายของวิธีการปลูกต้องมีในระบบ "

        ปัจจุบันลุงไกรใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างมีความสุข ร้องเพลงให้ผักฟังทุกวัน มีคนไปเยี่ยมชมไม่ขาดสาย ถือเป็นเกษตรกรศิลปินที่น่ายกย่องและเอาเป็นแบบอย่าง


จุดเด่น>>>
            เป็นคนช่างสังเกต  มีหลักการคิดเป็นขั้นตอน  ยึดมั่นในอุดมการณ์  มีความใฝ่รู้และมุ่งมั่นพยายาม ไม่ยืนนิ่งอยู่กับที่จะมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ  ทำให้สวนผักของลุงไกรยังยืนหยัดและรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบันนี้

รางวัลที่ได้รับ>>>
            ได้รับการยกย่องว่าเป็น เกษตรศิลปินแห่งวังน้ำเขียว ผู้ปลูกผักสลัดปลอดสารพิษ




วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ที่ภูมิใจนำเสนอ ไม่ไกลจากเมืองกรุง :)

     ถ้าพูดถึงแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ แต่ละคนคงมีหลายที่ที่สนใจ  แต่ที่เราจะนำเสนอในวันนี้เป็นที่ที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยมาสัมผัส  เพียงแต่เคยได้ยินชื่อหรืออาจจะไม่เคยได้ยินเลยก็ตาม  สถานที่ที่เราจะนำแนะนำมีอยู่หลายรูปแบบและหลายบรรยากาศ  ซึ่งแต่ละสถานที่ก็เป็นที่ๆมีความรู้ มีคุณค่า  และมีความน่าประทับใจ......


ชุมชนเก่าย่านริมน้ำจันทบูร จ.จันทบุรี
แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ประเภทสถานที่



ชุมชนริมน้ำจันทบูร เป็นชุมชนเก่าแก่มีอายุาวนานกว่า 300 ปี ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ด้วยทำเลที่ตั้งเหมาะสม การคมนาคมสะดวก ทำให้มีคนไทย คนจีน และคนญวณ เข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ พ่อค้า คหบดี เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมของคนต่างเชื้อชาติศาสนา
Source www.photoontour.com 
ในอดีตราว 100 ปีก่อน ย่านชุมชนริมน้ำจันทบูรมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีถนนสายแรกของจังหวัดคือถนนเลียบนที ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นถนนสุขาภิบาล หัวถนนคือย่านท่าหลวง เป็นชุมชนทางการค้าขาย การคมนาคมขนส่ง และเป็นที่ตั้งของส่วนราชการเรียกกันว่าตลาดเหนือ ตอนกลางเรียกว่าตลาดกลาง เป็นศูนย์กลางการค้าทั้งขายส่ง และขายปลีก มีท่าเรือสำหรับการคมนาคมขนส่งหลายท่า ตอนปลายถนนเรียกว่าตลาดล่าง เป็นศูนย์กลางการผลิตงานหัตถกรรมและค้าขายเบ็ดเตล็ด เช่น ทอเสื่อ ทำพลอย ตีเหล็ก รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ประมง อาหารคาวหวาน และขนมพื้นบ้านต่างๆ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนญวณคาทอลิกและกลุ่มคนจีน
ในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ.2442) เมืองจันทบูร ได้รับการจัดตั้งเป็นมณฑลจันทบูร และย่านท่าหลวงเป็นที่ตั้งของอำเภอท่าหลวง สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองจันทบูรหลายครั้ง ครั้งสำคัญคือ พ.ศ.2419 และ พ.ศ.2450 แต่ละครั้งมีการสร้างท่าน้ำรับเสด็จประดับธงและประทีปโคมไฟอย่างงดงาม ริมน้ำจันทบูรจึงเป็นที่ตั้งฐิ่นฐานชุมชนที่มีความเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมานับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน


เมื่อถนนเข้ามาแทนที่การสัญจรทางน้ำ ชุมชนริมน้ำจันทบูรก็ค่อยๆ ลดเลือนบทบาทด้านการค้าและการคมนาคม ประกอบกับการขยายเมือง การเกิดอัคคีภัยครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2533  การเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2542 การค้าพลอยซบเซาลง และลูกหลานส่วนหนึ่งออกนอกพื้นที่ ส่งผลให้ชุมชนริมน้ำจันทบูรค่อนข้างเงียบเหงา
Source www.photoontour.com 

        จนกระทั่งต้นปี 2552 เมื่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรีมีนโยบายที่จะพัฒนาย่านเก่านี้ให้กลับมาเป็นย่านการค้าที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง จึงได้จัดให้มีการทำประชาคมเพื่อกำหนดทิศทางการอนุรักษ์และพัฒนา เกิดกลุ่มอาสาสมัครทำงานเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาชุมชน ในนามของ "คณะกรมการพัฒนาชุมชนริมน้ำจันทบูร" ร่วมกันดำเนินกิจกรรมฟื้นฟูชุมชน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และความเป็นย่านการค้า สืบสานเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชน และถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชน ภายใต้แนวความคิด "วัฒนธรรมนำการค้า" โดยกำหนดเป็นวิสัยทัศน์และข้อตกลงร่วมกันว่า



"จะร่วมมือกันสร้างจิตนำนึก และความสามัคคีของชุมชนในการดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตที่มีคุณภาพ ฟื้นฟูอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและความเป็นย่านการค้า สืบสานเรื่องราว ประวัติศาสตร์ของชุมชน และถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาย่านริมน้ำจันทบูรให้เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญของจังหวัดจันทบุรี"






อาสนวิหารพระนางปฏิสนธินิรมล จ.จันทบุรี
แหล่งการเรียนรู้ประเภทสถานที่

               โบสถ์คริสต์เมืองจันทบุรี  อยู่คู่กับชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามมากกว่า 300 ปี ก่อนพ.ศ. 2254 ช่วงปลายรัชสมัยของพระเจ้าท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา  มีชาวญวณกลุ่มหนึ่งราว  130 คน อพยพมาทางเรือ เพื่อมาตั้งรกรากอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจันทบูรในปัจจุบัน  ชาวญวณเหล่านี้เป็นชาวคาทอลิกที่ถูกกดขี่เบียดเบียนทางศาสนา  หลวงพ่อท่านหนึ่ง ชื่อ บาทหลวงเฮิ้ต  ทำหน้าที่ดูแลในการเดินทางเข้ามาประเทศไทย                                                                                                                                  
                                                                                                         โบสถ์คริสต์มีการก่อสร้างและโยกย้ายไปมาอยู่ในย่านนี้หลายครั้ง อันเนื่องมาจากในสมัยแรก ๆ นั้นสร้างด้วยไม้ หรือผสมมุงจากบ้าง  จึงทรุดโทรมไปตามกาลเวลา  ปัจจุบันนับเป็นโบสถ์หลังที่ 5 โดยย้ายมาจากฝั่งทางทิศตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี (หรือแม่น้ำจันทบูร) มีสะพานเชื่อมไปมาหาสู่กันได้  ต่อมา ชาวคริสต์ในจันทบุรีค่อยๆ เติบโตขึ้นตามลำดับ และมีจำนวนศาสนิกชน เพิ่มมากขึ้น จึงได้สร้างโบสถ์ใหม่แบบถาวรเพื่อรองรับการขยายตัว และโบสถ์ที่เห็นอยู่นี้นับเป็นหลังที่ 5 ในช่วงระยะเวลาราว 300 ปี    
                                                
       ปัจจุบันโบสถ์คริสต์เมืองจันท์  หรืออาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นโบสถ์ที่สวยที่สุด และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวจันทบุรี  โดยเฉพาะคริสตชนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาในถิ่นนี้  และอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานาน
  






น้ำตกกระทิง จ.จันทบุรี
แหล่งการเรียนรู้ธรรมชาติ

         น้ำตกกระทิง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาคิชฌกูฏ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มี 13 ชั้น ซึ่งล้วนมีความงามต่างๆ กัน เล่นน้ำได้ แต่ละชั้นห่างกันราว 20 เมตร ในระหว่างทางจะผ่านป่าไผ่และพันธุ์ไม้หลากชนิด บางชั้นมีพืชจำพวกมอส เฟิร์น ขึ้นปกคลุมเต็มทั้งสองข้างทาง ลำธารดูเขียวชอุ่ม เมื่อต้นไม้ผลัดใบใบไม้สีเหลืองแกมแดงจะโรยใบปูทางเดินสวยงามยิ่ง ลำธารชั้นล่างของน้ำตกอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยาน 100 เมตร การเข้าชมต้องเสียค่าธรรมเนียม ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็ก 5 บาท 
         น้ำตกกระทิงเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง  ในภาคตะวันออก ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ แวดล้อมด้วยธรรมชาติสมบูรณ์ของผืนป่าดงดิบ 






        น้ำตกกระทิงไหลตกจากยอดเขาลงมาสูงถึง 13 ชั้น สามารถเดินขึ้นไปถึงน้ำตกชั้นบนสุดโดยใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ผ่านไปตามป่าดงดิบรกครึ้มซึ่งเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้น่าสนใจ เช่น ไม้จันทร์ซึ่งเป็นไม้ประจำ จ.จันทบุรี ไม้กฤษณา รวมทั้งสมุนไพรอย่างเร่วและกระวาน 
            น้ำตกสวยที่สุดที่ชั้น 8 และ 9 สายน้ำไหลตกจากผาสูงชัน ทำให้เกิดละอองน้ำฟุ้งกระจาย เมื่อขึ้นไปถึงน้ำตกชั้นที่ 10 ธารน้ำตกไหลแรงแยกเป็นสองสาย และมีจุดชมทิวทัศน์ที่เห็นผืนป่าเขาคิชฌกูฏได้กว้างไกล อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏมีบ้านพัก ลานกางเต็นท์และร้านอาหารให้บริการด้วย  




        นอกจากนั้นก็ยังมีความงามของสิ่งมีชีวิต ที่มีชีวาสร้างความเพลิดเพลินให้กับเราได้ตื่นตาตื่นใจ








สถานีป่าชายเลนที่ 2 ท่าสอน จ.จันทบุรี
แหล่งการเรียนรู้ธรรมชาติ




สัมผัสธรรมชาติ และความหลากหลายที่ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 (ท่าสอน จันทบุรี)

      สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2  (ท่าสอน จันทบุรี) นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ โดยนักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสสัมผัสธรรมชาติ และเรียนรู้ระบบนิเวศน์ป่าชายเลน ซึ่งสถานีนี้เป็นสถานีป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ อยู่บริเวณบ้านท่าสอน ตำบลบ่อ อำเภอขลุง ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี 18 กิโลเมตรบนเส้นทางถนนสุขุมวิท ที่ 374-375 มีพื้นที่ประมาณ 1.5 แสนไร่ มีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด เช่น โกงกาง แสม ลำพู ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ  อาทิ
-   ชมสวนนกน้ำที่หาดูยาก ด้วยภายในพื้นที่ประกอบไปด้วยระบบนิเวศที่เป็นทุ่งหญ้า มีตะกาด (หาดทรายผืนเล็กๆ) และมีแหล่งน้ำทำให้นกชนิดต่างๆ มาหากินเป็นจำนวนมากทางศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ จึงได้ทำการเพิ่มแหล่งอาหารให้นกขึ้นโดยการทำทุ่งหญ้าที่ว่างเปล่าให้เป็นนาข้าวเพื่อเป็นแหล่งอาหารของนกขนาดเล็ก และขนาดใหญ่และทางศูนย์เรามีกล้องดูนกแบบ 2 ตา (Binocular) และแบบตาเดียว (Scope) ไว้คอยบริการแก่นักท่องเที่ยว

-   ชมหิ่งห้อย High light เด็ดๆ กิจกรรมเดินชมหิ่งห้อยนับว่าเป็นกิจกรรม High light สำคัญของศูนย์เรียนรู้ และท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลนลุ่มน้ำเวฬุ เนื่องจากภายในพื้นที่มีระบบนิเวศป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้หิ่งห้อยมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากและทางศูนย์ฯได้ตัดเส้นทางถนนลาดยางเข้าไปในป่าชายเลนทำให้สะดวกแก่การเดินชมหิ่งห้อย
-   ขี่จักรยานสูดอากาศบริสุทธิ์ เพื่อส่งเสริมให้มีการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการชื่นชมธรรมชาติป่าชายเลน มีระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ลัดเลาะไปตามพรรณไม้ป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ 
-   ชมพันธุ์ไม้ป่าชายเลน มีระยะทางประมาณ 1,200 เมตร ทอดผ่านไปตามพันธุ์ไม้ป่าชายเลนนานาพรรณ ตลอดสองข้างทางจะได้พบกับสัตว์น้ำและพันธุ์ไม้ป่าชายเลนชนิดต่าง ๆ มากมาย เหมาะสำหรับนักเรียนนิสิต นักศึกษา ที่สนใจศึกษาหาความรู้ด้านระบบนิเวศป่าชายเลน
-   ล่องเรือชมวิถีชาวเล นั่งเรือชมทิวทัศน์ที่แม่น้ำเวฬุ และบริเวณโดยรอบในยามเย็นใกล้พลบค่ำ และพบเหยี่ยวแดงคอขาวนับพันตัวบินโฉบเฉี่ยวในท้องฟ้าเป็นภาพที่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ









เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จ.จันทบุรี
แหล่งการเรียนรู้ธรรมชาติ
         
              มีพื้นที่ 465,637.5 ไร่ ห่างจากจังหวัดจันทบุรีประมาณ 70 กม. จากจันทบุรีเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 317 ที่มุ่งสู่สระแก้ว ผ่านอำเภอโป่งน้ำร้อน ถึงหลักกม.ที่ 22 ก่อนถึงตลาดปะตงจะมีทางแยกซ้ายไปอีก 3 กม.ถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว การเดินทาง นั่งรถประจำทาง จากจันทบุรี-สระแก้ว ลงที่ตลาดปะตงแล้วเหมารถสองแถวไปส่งที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ราคาประมาณ 100-150 บาท เขาสอยดาวมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มียอดเขาที่สูงที่สุดในภาคตะวันออกคือ ยอดเขาสอยดาวใต้ สูงประมาณ 1,675 เมตร นอกจากนี้ยังมีเขาสิบห้าชั้น เขาตะพง เขางู และเขาทรายขาว ภูเขาเหล่านี้เป็นแหล่งกำเนิดของน้ำตกและห้วยน้ำลำธารหลายสาย มีสัตว์ป่า มากมาย รวมทั้งนกและผีเสื้อสีสันสวยงามมากมายหลายชนิด 

น้ำตกที่สำคัญ คือ น้ำตกเขาสอยดาว ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าชมได้ ประกอบด้วยชั้นต่างๆ ถึง 15 ชั้น อยู่ห่างจากที่ทำการประมาณ 4 กม. นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติและค่ายพักแรมสำหรับเยาวชนและกลุ่มคณะที่สนใจ



                                                                              

                         







เกาะมันนอก จ. ระยอง
แหล่งการเรียนรู้ธรรมชาติ




            เกาะมันนอก นั้นเป็นเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งในหมู่เกาะมัน ที่ตั้งเรียงกันอยู่ในอ่าวแกลง จ.ระยอง โดยมี เกาะมันใน เกาะมันกลาง และเกาะมันนอก ซึ่งมีพื้นที่เกาะโดยประมาณ 95 ไร่ ”เกาะมันนอกเป็นเกาะที่ค่อนข้างเงียบสงบและร่มรื่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมาพักผ่อนโดยแท้   หาดทรายละเอียดสีขาว น้ำทะเลสีฟ้าใส สายลมพลิ้วไหวเหนือสายน้ำ สูดอากาศที่สดชื่นไปกับธรรมชาติสีเขียว ตัวเกาะมันนอกนั้นจะมีลักษณะเกือบกลม เพื่อนๆ สามารถเดินรอบเกาะเพื่อชมทิวทัศน์อันสวยงามได้ โดยใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง นอกจากนี้ ทางด้านหน้าของตัวเกาะมันนอก ซึ่งเป็นทิศใต้และทิศตะวันออก จะมีโค้งหาดทรายเล็กๆ และเป็นที่ตั้งของบังกาโล และเรือนอาหารรสเลิศมากมาย
แต่สำหรับกิจกรรมสุดฮิตของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวบนเกาะมันนอก คือ  เล่นน้ำทะเล ดำน้ำชมความงามของปะการังต่างๆ ที่ขึ้นอยู่ใต้น้ำรอบ ๆ เกาะมันนอก และทำกิจกรรมส่วนตัวตามอัธยาศัย เพราะเกาะนี้มีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ ทั้งนี้ เกาะมันนอก อยู่ห่างจาก เกาะเสม็ด เป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร